วิตามินอี ตัวช่วยสำคัญเพื่อผิวสุขภาพดี แลดูอ่อนเยาว์

วิตามินอี มีชื่อในเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)  มากที่สุด อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเสื่อมในร่างกาย ในมวลหมู่เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำมัน และยังมีผลเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานต่างๆในร่างกาย

วิตามินอี, วิตามิน E, ชะลอวัย, วิตามินบำรุงผิว, ต้านอนุมูลอิสระ, บำรุงผิวพรรณ
ขอบคุณภาพจาก : inlifehealthcare.com
วิตามินอี มีประโยชน์อย่างไร
  • ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น
  • เป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ คือทำให้เกิดการเผาผลาญโดยมีออกซิเจนเป็นตัวการสำคัญทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดี
  • เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ
  • บำรุงตับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมาก
  • ช่วยในระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามปกติ
  • ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้นและไม่อ่อนเพลียง่าย
  • ชะลอการสูญเสียความทรงจำในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่มีความรุนแรงปานกลาง
วิตามินอี, วิตามิน E, ชะลอวัย, วิตามินบำรุงผิว, ต้านอนุมูลอิสระ, บำรุงผิวพรรณ
ขอบคุณภาพจาก : wheniwrit.com

 

แหล่งของวิตามินอี

วิตามินอี นั้นมีมากในน้ำมันจากพืชและธัญพืช ถั่วประเภทเปลือกแข็ง และผักใบเขียว และตามปกติร่างกายของเรานั้นต้องการ “วิตามินอี” ในประมาณ  10-15 IU/วัน

วิตามินอี, วิตามิน E, ชะลอวัย, วิตามินบำรุงผิว, ต้านอนุมูลอิสระ, บำรุงผิวพรรณ
ขอบคุณภาพจาก : thefitglobal.com
แหล่งวิตามินในธรรมชาติ จำนวน ปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำหนัก 100 กรัม 40 IU
น้ำมันดอกคำฝอย น้ำหนัก 100 กรัม 31.5 IU
น้ำมันข้าวโพด น้ำหนัก 100 กรัม 19 IU
น้ำมันถั่วเหลือง น้ำหนัก 100 กรัม 14.4 IU
กะหล่ำปลี น้ำหนัก 100 กรัม 6.4 IU
จมูกข้าวสาลี 1 ช้อนโต๊ะ 11-14 IU
เมล็ดทานตะวัน น้ำหนัก 100 กรัม 25 IU
ถั่วเปลือกแข็งประเภทอัลมอนด์ น้ำหนัก 100 กรัม 13.5 IU
มันเทศ น้ำหนัก 100 กรัม 6 IU
เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำหนัก 100 กรัม 4.6 IU
อะโวคาโด (เฉพาะเนื้อ) น้ำหนัก 100 กรัม 4.5 IU
ปวยเล้ง น้ำหนัก 100 กรัม 3 IU

 

การเก็บรักษาวิตามินอี

การเก็บรักษาวิตามินอี ควรเก็บให้พ้นจากความร้อนแสงแดด รวมทั้งออกซิเจนในอากาศ การขัดสี การบด จะทำให้พืชสูญเสียวิตามินอี ออกไปจำนวนมาก

 

ข้อควรระมัดระวัง ในการประทานอาหารเสริม หรือ ยา ประเภทวิตามิน อี

ถึงแม้ว่า วิตามินอี จะมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย แต่การรับประทานมากเกินไป หรือใช้กับผู้มีความผิดปกติ หรือผู้ป่วยบางโรค อาจส่งผลร้ายตามมาได้ ดังนั้นการบริโภควิตามินอี มีข้อพึงระวังดังนี้

  • หากเคยมีประวัติแพ้วิตามิน อี หรือมีประวัติแพ้ยาอื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงใช้วิตามินอี หรือควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้
  • ก่อนใช้วิตามิน อี ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากกำลังใช้ยาอื่น ๆ อยู่ก่อน เพราะตัวยาอาจมีปฏิกิริยาต่อกันและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้
  • วิตามิน อี มีแนวโน้มที่จะไม่ปลอดภัยหากบริโภคในปริมาณมากเกินไป หากมีภาวะ เช่น โรคหัวใจหรือเบาหวาน ห้ามบริโภคเกินวันละ 400 IU เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ มีงานวิจัยระบุว่าการบริโภควิตามิน อี วันละ 300-800 IU อาจเพิ่มความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซนต์ในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
  • การบริโภควิตามิน อี ในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดบีบท้อง อ่อนเพลีย อ่อนแรง ปวดศีรษะ มองเห็นไม่ชัด ผื่นคันและเกิดรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย
  • ผู้ที่มีภาวะหรือโรคต่อไปนี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
    – ภาวะโลหิตจาง
    – โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
    – มีระดับวิตามิน เค ต่ำ
    – โรคตับ และโรคไต
    – โรคภูมิแพ้ใด ๆ
    – โรคตาบอดในตอนกลางคืนหรือสูญเสียการมองเห็นชนิดอาร์พี (Retinitis Pigmentosa)
    – มีคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    – มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือเกิดลิ่มเลือด
    – มีประวัติเคยเป็นมะเร็ง
    – ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือดื่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ และสูบบุหรี่เป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
    – ผู้ที่ตั้งครรภ์ วางแผนจะตั้งครรภ์ หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนใช้
    – ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือเพิ่งได้รับการผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่าท่านกำลังใช้วิตามิน อี อยู่

 

อ่านบทความ : วิตามินดี ราชาแห่งกระดูกแข็งแรง


อ้างอิง :
– pobpad.com
– wikipedia.org
แชร์บทความนี้